โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังคืออะไร?
หลอดลม เนื้อปอด และหลอดเลือดปอดเกิดการอักเสบเสียหายเนื่องจากได้รับแก๊สหรือสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดลมค่อยๆ ตีบแคบลงหรือถูกอุดกั้นโดยไม่อาจฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้อีก
โรคหลักในกลุ่มนี้ ได้แก่ โรคถุงลมโป่งพอง (emphysema) และ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (chronic bronchitis) ซึ่งมักพบร่วมกัน นอกจากนี้ยังรวมถึงโรคหืด (asthma) และโรคหลอดลมพอง (bronchiectasis)
สาเหตุ
- การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุหลัก เนื่องจากสารเคมีในควันบุหรี่กว่า 4,000 ชนิด ก่อให้เกิดการอักเสบและทำลายปอดอย่างถาวร
- มลพิษทางอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ควันพิษ หรือการสูดสารเคมีจากการทำงานในเหมือง งานเชื่อมโลหะ หรือพื้นที่ที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิง
- โรคทางพันธุกรรม เช่น การพร่องสาร alpha-1-antitrypsin (AAT) ซึ่งทำให้ปอดถูกทำลายง่ายขึ้น
- ปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น อายุ (โดยเฉพาะ >40 ปี) และการสูบบุหรี่ร่วมกับโรคหืด
อาการ
ระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน เมื่อปอดเริ่มถูกทำลาย ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการ:
- ไอเรื้อรัง มีเสมหะมาก โดยเฉพาะตอนเช้า
- หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก
- หายใจมีเสียงหวีด ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย
- ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการเขียวคล้ำ (ปากหรือเล็บสีม่วง)
เมื่อโรคลุกลามมากขึ้น อาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลว หรือหัวใจด้านขวาล้มเหลวได้
การวินิจฉัย
- ตรวจสมรรถภาพปอดด้วยเครื่อง spirometry
- เอกซเรย์ทรวงอก หรือ CT scan เพื่อดูพยาธิสภาพของปอด
- ตรวจวิเคราะห์แก๊สในเลือดแดง (arterial blood gas)
- ตรวจภาวะพร่องสาร AAT ในรายที่มีประวัติครอบครัว
การรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
แม้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถชะลอการดำเนินโรคและบรรเทาอาการได้ ดังนี้:
- เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
- หลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศและสารเคมี
- ใช้ยาขยายหลอดลมและยาสเตียรอยด์ชนิดสูดตามแพทย์สั่ง
- ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟื้นฟูสมรรถภาพปอด และดูแลโภชนาการ
- ในบางรายอาจต้องใช้การผ่าตัด หรือบำบัดด้วยออกซิเจนระยะยาว
การป้องกัน
ป้องกันได้ด้วยการไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่และมลพิษทางอากาศ สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง และตรวจสุขภาพปอดเป็นประจำ